วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประวัติประเทศกัมพูชา


ประเทศกัมพูชา

ยุคก่อนตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก(ยุคโบราณ) ชื่อในอดีตมีชื่อที่รู้จักกันในอดีต คือ ชื่อ ขอม เขมร อาณาจักรเจนละ ถือเป็นอาณาจักแรกของเขมร ซึ่งได้รวบรวมและสร้างอย่างเป็นบึกแผ่นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 1
ยุคที่ราชธานี เมืองหลวงอยู่ที่ นครวัด กษัตริย์องค์สำคัญคือ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 มีการสร้างปราสาทหินนครวัด (Angkor Wat) ในพุทธศตวรรษที่ 17 ช่วงนี้รับวัฒนธรรมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (ในช่วงแรกนั้น นครวัดได้ถูกสร้างเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย แต่ต่อมาในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้เปลี่ยนให้เป็นวัดในศาสนาพุทธนิกายมหายาน) นครวัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ชิ้นหนึ่งของโลก ซึ่งต่อในช่วงต่อมาก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพวกจาม(อาณาจักรในเวียดนาม)

ยุคที่ราชธานี เมืองหลวง อยู่ที่นครธม กษัตริย์องค์สำคัญที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งได้รวบรวมอาณาจักรได้อีกครั้งแล้วไปสร้างราชธานีใหม่ที่นครธม (Angkor Thom) มีการสร้างปราสาทบายนที่นครธม (เป็นศาสนาสถานของศาสนาพุทธนิกายมหายาน) มีรูปพระพักตร์ พระโพธิ์สัตว์อวโลกิเตศวร ภายในมีภาพชาวเขมร และภาพการต่อสู้กับพวกจาม ในตอนหลังก็อ่อนแอ่ลงทำให้รัฐทางเหนือ (คือสุโขทัย) ก่อตัวเข้มแข็งและตั้งรัฐเป็นอิสระได้ในเวลาต่อมา

ยุคที่ราชธานี เมืองหลวง ย้ายมาอยู่ที่กรุงพนมเปญ(เมืองหลวงของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน) หลังจากที่การเสื่อมของนครธม ได้มีการย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่กรุงพนมเปญ(ปล่อยให้นครวัด และ นครธมร้างไป)

ในช่วงนี้เป็นสมัยที่เขมรผลัดกันตกเป็นเมืองขึ้นของทั้ง ไทย และเวียดนาม ในช่วง (รัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 4 ) เขมรตกเป็นเมืองขึ้นของไทย ในสมัยรัชกาลที่ 4 (เขมรส่วนนอก/พื้นที่ตอนนอก ตกไปเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส) ในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 (เขมรส่วนใน/พื้นที่ตอนใน ตกไปเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส) สุดท้ายเขมรทั้งประเทศก็ตกไปเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส

ยุคที่อยู่ใต้การปกครองของชาติตะวันตก (เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส) พ.ศ. 2406 (ค.ศ. 1863) กัมพูชาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสมา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองกัมพูชาไว้ แล้วปลดผู้ปกครองกัมพูชาที่เป็นชาวฝรั่งเศสและผู้นิยมฝรั่งเศสออกไป

เมื่อสงครามโลกครั่งที่ 2 ยุติลง (ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายชนะสงครามโลกครั้งที่ 2) กัมพูชาจึงต้องตกเป็นของฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาฝรั่งเศสมีภาระการต่อสู่ติดพันกับนักชาตินิยมในเวียดนาม จึงต้องหาทางประนีประนอมกับกัมพูชา โดยได้จัดทำสนธิสัญญาขึ้นเพื่อเปลี่ยนสภาพจากการที่กัมพูชาเป็นเมืองขึ้นมาเป็นรัฐในอารักขาแห่งเครือจักรภพของฝรั่งเศส ในระยะที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสได้เจ้าสีหนุเป็นกษัตริย์ปกครองกัมพูชา เมื่อญี่ปุ่นยึดกัมพูชาได้ จึงให้เจ้าสีหนุประกาศเอกราชเป็นอิสระจากฝรั่งเศส แต่เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝรั่งเศสจึงกลับเข้ามามีอำนาจในกัมพูชาเหมือนเดิม

ยุคหลังจากได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส 
ขบวนการชาตินิยม ไม่ได้เกิดในการต่อต้านฝรั่งเศส แต่ต่อต้านญี่ปุ่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เข้ามายึดครองกัมพูชา เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ ฝรั่งเศสจะพยายามเข้ามายึดครองอีก เจ้านโรดม สีหนุกษัตริย์กัมพูชา พยายามขอเอกราชจากฝรั่งเศสหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั้งฝรั่งเศสแพ้เวียดมินท์ ในการทำสงครามที่เบียนเดียนฟู จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ เวียดนาม ได้เอกราช จากอนิสงฆ์การชนะสงครามในครั้งนี้ทำให้ ลาวและ กัมพูชาพลอยได้เอกราชไปด้วย

ในปี พ.ศ. 2490 ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูนและจัดให้มีการเลือกตั้ง โดยเจ้าสีหนุประกาศยุบสภา ประกาศใช้กฎอัยการศึกและทำการปกครองกัมพูชาโดยตรงและได้เรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั่นที่ฝรั่งเศสกำลังเป็นฝ่ายเสียเปรียบในสงครามกับเวียดนามที่เดียนเบียนฟู ฝรั่งเศสจึงยอมให้เอกราชแก่กัมพูชาตามคำเรียกร้องของเจ้าสีหนุ

ปี พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954)กัมพูชา จึงได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ตามข้อตกลงในสนธิสัญญาเจนีวาพร้อม ๆ กับลาว และเวียดนาม หลังได้รับเอกราช ก็มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดย เจ้านโรดม สีหนุ เป็นประมุข

พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) นายพล ลอนนอล จะทำการปฏิวัติเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบประชาธิปไตยแบบมีประธานาธิบดีเป็นประมุข(ไม่เอากษัตริย์) แล้วก่อตั้งเป็น “สาธารณรัฐกัมพูชา”

พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) เป็นช่วงที่ถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจ ซึ่งเรียกตัวเองว่า กลุ่มเขมรแดง นำโดย พอลพต และ เขียว สัมพัน เป็นช่วงที่ประชาชนมีความเดือดร้อนมาก มีการทำร้ายประชาชน และ มีการสู้รบตลอดเวลา ในช่วงนี้มีชาวเขมรตายไปจำนวนมาก กว่าล้านคน ตำนาน”ทุ่งสังหาร” (ค.ศ. 1975-1979) *

ช่วงที่เวียดนามเข้ามามีบทบาทในกัมพูชา (ค.ศ. 1979-1989) 
ต่อมามีปัญหาทะเละเรื่องพรมแดนกับประเทศเวียดนาม ทำให้เวียดนามส่งกองทัพบุกกัมพูชา พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) เวียดนามส่งกำลังเข้าช่วยเพื่อการปลดปล่อยประชาชาติ (The National United Front for National Salvation) ที่ก่อตั้งขึ้นโดยเฮง สัมริน เพื่อต่อต้านรัฐบาลเขมรแดง (เวียดนามคอยหนุนหลังให้กับเฮง สำรินมาโดยตลอด) ** เวียดนามเข้ามาแทรกแซงในกัมพูชา

พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) มีการจัดตั้งรัฐบาล เฮงสัมริน ซึ่งเป็นหุ่นเชิดให้กับทางเวียดนาม ทำให้พอลพต ต้องลงจากอำนาจและกลุ่มเขมรแดงก็ถ่อย เขมรแดงต้องถอยรนและกระจัดกระจาย พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) - เกิดรัฐบาลร่วมสามฝ่ายเพื่อต่อต้านเฮง สัมริน ช่วงที่รัฐบาลเฮง สัมรินมีอำนาจนี้ ทำให้ชาวเวียดนามอพยพมาอยู่ในกัมพูชามากขึ้น จนเกิดกลุ่มต่อต้านเวียดนาม ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1) กลุ่มเขมรเสรี ซึ่งมีนายซอนซาน เป็นผู้นำ
2) กลุ่มที่สนับสนุนและยังจงรักภักดีกับเจ้านโรดม สีหนุ หรือกลุ่มมูลินากา (Moulinaka)

ทั้ง 2 กลุ่มนี้ได้ร่วม ได้ร่วมมือกับ กลุ่มเขมรแดง (ของพอลพต) ต่อสู้กับเวียดนาม ได้ เกิดการจัดตั้งรัฐบาลผสมเรียกว่า “รัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย” ประกอบด้วย

1) กลุ่มมูลินากา (Moulinaka) หรือกลุ่มเจ้าสีหนุ เป็นประธานาธิบดี (จากกลุ่มเจ้าสีหนุ)
2) กลุ่มซอนซาน เป็นนายกรัฐมนตรี (จากกลุ่มเขมรเสรี)
3) เขียว สัมพัน เป็นรองนายกรัฐมนตรี (จากกลุ่มเขมรแดง)

ส่วนรัฐบาลที่เมืองหลวง(กรุงพนมเปญ) ในขณะนั้น เรียกว่า “รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา” เป็นรัฐบาลเฮงสัมริน มีนายยกรัฐมนตรี นายฮุน เซ็น เป็นนายกรัฐมนตรี

รัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย กับ รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา
( กลุ่มเจ้าสีหนุ+ เขมรเสรี + เขมรแดง) กับ (เฮง สัมริน (เวียดนามหนุนอยู่) 

ทั้งไทย และจีน สนับสนุนรัฐบาลของ 3 ฝ่าย เพราะกลัวว่า เวียดนามจะมามีอำนาจในกัมพูชามากเกินไป รัฐบาลของ 3ฝ่าย (รัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย) นี้ ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติ (UN) และสนับสนุนให้เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชา โดยฝ่ายเจ้านโรดม สีหนุ ก็ใช้วิธีการทางการทูตในการขอการสนับสนุนจากนานชาติในการกดดันให้เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชา รวมทั้งใช้กำลังทหารเข้าขับไล่

พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) นายเฮง สัมริน ตาย อำนาจตกไปยู่ที่ไปที่นายฮุนเซน (สมเด็จฮุน เซ็น) พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชา

ช่วงที่ เกิดเขมร 4 ฝ่าย ในกัมพูชา 
พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) ช่วงนี้เราเรียกว่าเป็นช่วงที่เกิดกลุ่มเขมร 4 ฝ่าย ซึ่งมี การประชุม โดยการควบคุมของ (UNTAC : United Nations Transitional Authority in Cambodia) แต่ก็ความขัดแย้งกันเอง ประกอบด้วย
1. เขมรแดงโดย นายเขียว สัมพัน
2. เขมรเสรีโดย นายซอนซาน
3. เขมรเฮง สัมริน (รัฐบาลพนมเปญ) โดย นายฮุน เซน
4. กลุ่มเจ้าสีหนุ โดย เจ้ารณฤทธิ์

ร่วมประชุมกันเพื่อหาแนวทางสันติภาพของทุกฝ่าย(ประชุมกันหลายครั้งมาก)
- จัดตั้งสภาสูงสุดแห่งชาติกัมพูชา (Supreme National Council : SNC)
- จัดตั้งการเลือกตั้งเพื่อรัฐบาลชุดใหม่
- ให้ทุกฝ่ายปลดอาวุธ

ผลของการประชุมเพื่อหาแนวทางสันติภาพปรากฏว่า :
- ฝ่ายของนาย ฮุนเซนไม่พอใจ เพราะไม่ต้องการกลุ่มเขมรแดงแต่อยากจะกำจัด และไม่ต้องการให้เลือกตั้งมาเป็นรัฐบาล
- ฝ่ายนาย เขียว สัมพัน แกนนำกลุ่มเขมรแดงไม่ยอมรับสันธิสัญญา เพราะ
-ไม่อยากปลดอาวุธ (เพราะยังมีทหารเวียดนามอยู่มาก )
-ไม่เชื่อใจ UNTACเพราะสหรัฐไม่ชอบกลุ่มเขมรแดง
- กองกำลังเขมรแดงเข้มแข็งมากที่สุด แต่มีพื้นที่ที่ยึดครองน้อย หากไม่มีอาวุธก็เท่ากับหมดตัว(เสียเปรียบ)
- ไม่ยอมรับการเลือกตั้งแน่นอน (เพราะฝ่ายตนเป็นรองอยู่มาก แต่อ้างว่าการเมืองกัมพูชาไม่เสรีจริง ไม่ยุติธรรม )
- อำนาจส่วนใหญ่ยังอยู่ที่รัฐบาลฮุนเซน ไม่ใช่ UNTAC

ผลสุดท้ายฝ่าย เขมรแดงไม่ยอมลงเลือกตั้งตามสันธิสัญญา เท่ากับเป็นการไม่ยอมรับการร่วมสร้างความเป็นหนึ่งในเขมร (ตั้งแต่นั้นมาคือเขมรแดงกลายเป็นพวกนอกกฎหมาย(หลังการเลือกตั้งเสร็จ)

พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993) มีการเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้น

1. พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP : Cambodian people’s party) นำโดยนายฮุนเซน
2. พรรคฟุนซินเปค(FUNCINPEC) นำโดยเจ้ารณฤทธิ์
3. พรรคพุทธเสรีประชาธิปไตย นำโดย ซอนซาน ผู้นำเขมรเสรี
4. พรรคเอกภาพแห่งกัมพูชา นำโดยเขียว สัมพัน ผู้นำเขมรแดง (ไม่ได้ลงเลือกตั้ง)

พ.ศ. 2536 (ค.ศ.1993) มีการเลือกตั้งทั่วไปภายในประเทศโดยการควบคลุมของสหประชาชาติ (UN) แต่ฝ่ายเขมรแดงไม่เข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กัมพูชามีกษัตริย์เป็นประมุข เจ้านโรดมสีหนุ จึงได้เป็นประมุข(ก็คือกษัตริย์)

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคฟุนซินเปค(FUNCINPEC) ของเจ้านโรดม รณฤทธิ์ชนะการเลือกตั้ง ทำให้นายฮุนเซนไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ และคิดจะแบ่งแยกดินแดน ภายหลังเจ้าสีหนุประนีประนอมให้มีนายกรัฐมนตรี 2 คนได้ คือให้ เจ้ารณฤทธิ์เป็นนายกคนที่1 ส่วนนายฮุนเซนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 มีอำนาจมากกว่าตามฐานคะแนนเสียง

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่ากัมพูชานายกรัฐมนตรีพร้อมกัน 2 คน (เป็นประเทศแรกของโลกนะ แปลก มากๆๆ) ไม่นานก็เกิดความไม่ยอมอันเนื่องเพราะอย่างเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียว จึงสู้รบกัน สุดท้ายนายกรัฐมนตรี 2 คน ก็หมดวาระลง ส่วนกลุ่มเขมรแดงก็เลยเป็นกลุ่มนอกกฎหมายที่สูญเสียอิทธิพลไปในที่สุด

ในปี พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) และในครั้งนี้ได้มีการกำหนดให้มีรัฐมนตรีได้คนเดียว ได้มีการเลือกตั้งอีกรอบผลปรากฏว่า นาย ฮุน เซ็น ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียว และครองอำนาจทางการเมืองมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วน เจ้านโรดม รณฤทธิ์ หัวหน้าพรรคฟุนซินเปคก็ลดบทบาททางการเมืองลงจนสุดท้ายก็ถูกสมาชิกพรรคถอดถอนออกจากตำแหน่ง ต่อมาเจ้านโรดม สีหนุ ก็สละราชบัลลังก์ ให้ สมเด็จกรมพระนโรดม สีหมุนี ขึ้นครองราชแทนเป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน

ประวัติประเทศบรูไนดารุสซาราม



บรูไนดารุสซาลาม 

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ 
ที่ตั้ง: ตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือบนเกาะบอร์เนียว ในทะเลจีนใต้ แบ่งออกเป็น 4 เขต คือ เขต Brunei-Muara เขต Belait เขต Temburong และเขต Tutong
พื้นที่: 5,765 ตารางกิโลเมตร เป็นผืนแผ่นดิน 5270 ตารางกิโลเมตร (พื้นที่ 70% เป็นป่า เขตร้อน) และเป็นผืนน้ำ 500 ตารางกิโลเมตรโดย
ดินแดนอาณาเขต: รวม 381 กิโลเมตร มีดินแดนอาณาเขตติดกับประเทศมาเลเซียทั้งหมด
เขตชายฝั่ง: 161 กิโลเมตร
เมืองหลวง: บันดาร์เสรีเบกาวัน (Bandar Seri Begawan)
ภูมิอากาศ: อากาศโดยทั่วไปค่อนข้างร้อนชื้น มีปริมาณฝนตกค่อนข้างมาก และมี อุณหภูมิอบอุ่น โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส
ภูมิประเทศ: พื้นที่ชายฝั่งสูงขึ้นเป็นภูเขาทางทิศตะวันออก และเนินเขาต่ำทางทิศตะวันตก
ทรัพยากรธรรมชาติ: ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ และไม้
ภัยธรรมชาติ: ไต้ฝุ่น แผ่นดินไหว และอุทกภัย
สิ่งแวดล้อม (ปัญหาปัจจุบัน): ควันจากไฟป่าในอินโดนีเซีย
สิ่งแวดล้อม (ความตกลงระหว่างประเทศ) : เป็นสมาชิกความหลากหลายทางชีวภาพ ความเสื่อมโทรมของพื้นที่ สิ่งมีชีวิตที่ใกล้ สูญพันธ์ การปรับตัวของสิ่งแวดล้อม ขยะอันตราย การปกป้องชั้นบรรยากาศ ภาวะมลพิษจากเรือ

ประชากร 
ประชากร: 374,577 คน (ประมาณการ ปี 2550)
โครงสร้างอายุ: 0-14 ปี : 27.8% (เพศชาย 53,512 เพศหญิง 50,529) 15-64 ปี : 69 % (เพศชาย 130,134 เพศหญิง 128,488) 65 ปี และสูงกว่า : 3.1% (เพศชาย 5,688 เพศหญิง 6,226)
อัตราการเติบโตของประชากร: 1.81% ต่อปี (ประมาณการ ปี 2550)
สัญชาติ: ชาวบรูไน (Bruneian)
กลุ่มชนพื้นเมือง: มาเลย์ 67% จีน 15% ชาวพื้นเมือง 6% อื่นๆ 12%
ศาสนา: ศาสนาประจำชาติ คือ อิสลาม 67% และศาสนาอื่น ได้แก่ พุทธ 13% คริสต์ 10% และอื่นๆ 10%
ภาษา: ภาษามาเลย์ (Malay หรือ Bahasa Melayu) เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็น ภาษาอังกฤษ และจีน
การศึกษา: 92.7% ของประชากรทั้งหมดอ่านออกเขียนได้

รัฐบาล 
รูปแบบการปกครอง: สมบูรณาญาสิทธิราช
เขตการปกครอง: แบ่งเป็น 4 เขต คือ Brunei-Muara, Belait, Temburong, Tutong
รัฐธรรมนูญ: 29 กันยายน 2502 (แก้ไขล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2527)
ระบบกฎหมาย: ใช้หลักกฎหมายอังกฤษ สำหรับชาวมุสลิม ใช้ Islamic Shari'a law แทน กฎหมายแพ่งในหลายสาขา
ฝ่ายบริหาร: ประมุขของรัฐ สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซ ซัดดิน วัดเดาละห์ (His Majesty Paduka Seri Baginda Sultan Haji Hassanal Bolkiahu’izzaddin Waddaulah) ทรงเป็นประมุขของประเทศ ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2510
หัวหน้ารัฐบาล สมเด็จพระราชาธิบดีทรงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
คณะรัฐมนตรี แต่งตั้งและเป็นประธานโดยสมเด็จพระราชาธิบดี
การเลือกตั้ง ไม่มี สมเด็จพระราชาธิบดีสืบทอดตามตระกูล

ข้อมูลเศรษฐกิจ 
ระบบเศรษฐกิจของบรูไนเป็นแบบตลาดเสรี ภายใต้การดูแลของรัฐ รายได้หลักของประเทศมาจากน้ำมัน ประมาณ 48% และก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 43% นับเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย คือประมาณ 2 แสนบาร์เรลต่อวัน และผลิตก๊าซธรรมชาติได้มากเป็นอันดับ 4 ของโลก คือประมาณ 1.2 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยมีบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติ (Brunei National Petroleum Company Sedirian Berhad หรือ Petroleum Brunei) ซึ่งจัดตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 เป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายน้ำมันและก๊าซ โดยมุ่งเน้นสร้างความมั่งคั่งด้วยการนำรายได้จากน้ำมันไปลงทุนในต่างประเทศ หรือร่วมทุนกับต่างประเทศ โดยดำเนินการผ่าน Brunei Investment Agency (BIA) ในรูปการถือหุ้นหรือซื้อพันธบัตรในยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเวียดนาม โดยส่วนใหญ่อาศัยผู้เชี่ยวชาญจากสิงคโปร์เป็นผู้ให้คำปรึกษา

เนื่องจากสินค้าส่งออกหลักของบรูไน คือ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (ส่งออกถึงร้อยละ 90 ของการส่งออกทั้งหมด) ทำให้บรูไนมีดุลการค้าเกินดุลมาโดยตลอด สินค้าส่วนใหญ่ส่งออกไปยังญี่ปุ่น อังกฤษ ไทย สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐ ฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐเกาหลี ตามลำดับ ในขณะที่สินค้านำเข้าส่วนใหญ่มาจากสิงคโปร์ อังกฤษ สหรัฐฯ และมาเลเซีย โดยเป็นสินค้าประเภทเครื่องจักรอุตสาหกรรม รถยนต์ เครื่องมือ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ และสินค้าเกษตร เช่น ข้าวและผลไม้

บรูไนมีอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่บ้าง ได้แก่ การผลิตอาหาร เครื่องมือ และเสื้อผ้า เพื่อส่งออกไปยังประเทศในยุโรปและอเมริกา ทั้งนี้ รัฐบาลบรูไนมุ่งที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารและผลิตเครื่องดื่ม เสื้อผ้าและสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ วัสดุก่อสร้างที่ไม่ใช่โลหะ กระจกรถยนต์ เป็นต้น แต่ยังคงประสบอุปสรรคด้านการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะช่างฝีมือ ซึ่งต้องอาศัยแรงงานจากต่างประเทศเป็นหลัก และตลาดภายในประเทศที่มีขนาดเล็ก

การเมืองและสังคม: 
บรูไนรุ่งเรืองและเป็นที่รู้จักมากขึ้นในคริสตศตวรรษที่ 15 และ 16 เมื่อได้ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะบอร์เนียวและส่วนหนึ่งของหมู่เกาะซูลู (Sulu) มีชื่อเสียงทางการค้า สินค้าส่งออกที่สำคัญในสมัยนั้น ได้แก่ การบูร พริกไทย และทองคำ หลังจากคริสตศตวรรษที่ 15 บรูไนเริ่มเสื่อมอำนาจลง ในขณะที่สเปนและดัชท์ได้แผ่อำนาจเข้ามาจนทำให้บรูไนต้องเสียดินแดนและเสื่อมลงมากจนถึงสมัยคริสตศตวรรษที่ 19

ในปี 2431 (ค.ศ. 1888) บรูไนได้ยินยอมอยู่ภายใต้อารักขาของอังกฤษ เนื่องจากความกังวลว่าจะต้องเสียดินแดนต่อไปอีก ต่อมา ในปี 2449 (ค.ศ. 1906) บรูไนได้ลงนามในสนธิสัญญากับอังกฤษ ยินยอมอยู่ภายใต้อารักขาของอังกฤษอย่างเต็มรูปแบบ

ในปี 2472 (ค.ศ. 1929) บรูไนสำรวจพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เมือง Seria ทำให้บรูไนมีฐานะมั่งคั่งขึ้นในเวลาต่อมา ในปี 2505 (ค.ศ. 1962) บรูไนได้จัดการเลือกตั้ง โดยพรรคประชาชนบอร์เนียว (Borneo People’s Party) ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น แต่ถูกกีดกันไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล และได้มีความพยายามที่จะยึดอำนาจจากสุลต่านในเวลาต่อมา แต่สุลต่านทรงได้รับความช่วยเหลือจากกองทหารกูรข่าของอังกฤษที่ส่งตรงมาจากสิงคโปร์ หลังจากนั้น บรูไนมีการประกาศภาวะฉุกเฉินโดยต่ออายุทุกๆ 2 ปี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากอยู่ภายใต้อารักขาของอังกฤษมานานถึง 95 ปี บรูไนได้รับเอกราช เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2527 (ค.ศ. 1984)

การเมืองการปกครอง 
รัฐธรรมนูญปัจจุบันซึ่งแก้ไขล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2527 กำหนดให้สุลต่านทรงเป็นอธิปัตย์ คือ เป็นทั้งประมุขของประเทศ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นชาวบรูไนมีเชื้อสายมาเลย์โดยกำเนิด และจะต้องเป็นมุสลิมนิกายสุหนี่

นโยบายหลักของประเทศ ได้แก่ การสร้างความเป็นปึกแผ่นภายในชาติ และดำรงความเป็นอิสระของประเทศ บรูไนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสิงคโปร์ แม้ว่าจะถูกโอบล้อมโดยมาเลเซียและอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศมุสลิมขนาดใหญ่ทางตอนใต้ เนื่องจากมีสถานะที่คล้ายคลึงกันกับสิงคโปร์หลายประการ เช่น การเป็นประเทศขนาดเล็ก และมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมุสลิมขนาดใหญ่

นับจากการพยายามยึดอำนาจเมื่อปี 2505 รัฐบาลได้ประกาศกฎอัยการศึก ยังผลให้ไม่มีการเลือกตั้ง รวมทั้งบทบาทพรรคการเมืองได้ถูกจำกัดลงอย่างมาก จนปัจจุบัน พรรคการเมือง Parti Perpaduan Kebangsaan Brunei (PPKB) และ Parti Kesedaran Rakyat (PAKAR) ไม่มีบทบาททางการเมืองมากนัก เนื่องจากถูกรัฐบาลควบคุมด้วยมาตรการต่างๆ เช่น กฎหมาย Internal Security Act (ISA) ซึ่งห้ามชุมนุนทางการเมือง และอาจถูกถอดถอนจากการจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองได้ ตลอดจนห้ามข้าราชการ ซึ่งมีจำนวนกว่าครึ่งของประชากรทั้งหมด เป็นสมาชิกพรรคการเมือง นอกจากนี้ รัฐบาลยังเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีพรรคการเมือง เนื่องจากประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นหรือขอความช่วยเหลือจากข้าราชการของสุลต่านได้อยู่แล้ว

นโยบายเศรษฐกิจ 
ปัจจุบัน รัฐบาลกำลังพยายามพัฒนาภาคเศรษฐกิจอื่นเพื่อเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันและก๊าซเป็นหลักไปสู่โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายมากขึ้น เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันสำรองที่ยืนยันแล้ว (proven reserve) ของบรูไนจะหมดลงในราวปี 2558 ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในเอเชียตั้งแต่ปี 2543 ทำให้บรูไนเร่งปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และใช้มาตรการต่างๆเพื่อสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ได้แก่

  1. จัดตั้งสภาที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ นำโดยเจ้าชายโมฮาเหม็ด โบลเกียห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีแนวทางในการส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาเศรษฐกิจ
  2. ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่เน้นนโยบายการให้สวัสดิการ มาเป็นการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และมีการขยายฐานการจัดเก็บภาษี
  3. ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การลงทุนในต่างประเทศของ BIA โดยหันมาลงทุนในธุรกิจด้านใหม่ๆที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น การซื้อหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม หรือธุรกิจสายการบิน
  4. ตามแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 8 (The Eighth National Development Plan: 8th NDP) ซึ่งดำเนินการระหว่างปี 2544-2548 รัฐบาลบรูไนได้ตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่ 5-6% โดยเน้นการสร้างสมดุลของงบประมาณให้ดีขึ้น และกำหนดมาตรการในการพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจแบบยั่งยืน สร้างการขยายตัวและความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ รวมทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งอุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็ก ขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน แปรรูปรัฐวิสาหกิจบางกิจการ และสร้างความแข็งแกร่งในระบบการเงินและการคลัง นอกจากนี้ ยังยึดแนวคิดของระบบธรรมาภิบาล (Good Governance) และมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของภาคเอกชน
  5. ส่งเสริมการลงทุนร่วมกับต่างชาติ สนับสนุนการเปิดเสรีการค้า และสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เอื้ออำนวยความสะดวกต่อนักลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ
  6. พัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยว (Service Hub for Trade and Tourism – SHuTT 2003 Vision) และตั้งเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้าที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเป้าหมายหนึ่งในโครงการความร่วมมือของกลุ่ม Brunei Indonesia Malaysia Philippines – East ASEAN Growth Area (BIMP-EAGA)
  7. สร้างความเข้มแข็งของระบบการเงิน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศและเอื้ออำนวยต่อโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคพื้นฐาน และกำหนดแผนพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางด้านการเงินระหว่างประเทศ (Brunei International Financial Center: BIFC) เพื่อพัฒนาการให้บริการทางการเงินระหว่างประเทศ กระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสในการทำงานให้กับประชาชน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมการพัฒนาของภาคเอกชนซึ่งถือเป็นแกนหลักในการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้ออกกฎหมาย Investment Incentive Act (1975) และได้จัดตั้งกระทรวงอุตสาหกรรมและทรัพยากรพื้นฐาน (Ministry of Industry and Primary Resources)ในปี 2532 ทั้งนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยการให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนแก่ธุรกิจตลอดทั้งวงจร ตั้งแต่ช่วงเริ่มจัดตั้ง ช่วงการเจริญเติบโต ช่วงอิ่มตัว และช่วงขยายงาน โดยกิจกรรมทางอุตสาหกรรม สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ
  1. อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารแห่งชาติ
  2. อุตสาหกรรมสำหรับตลาดภายในประเทศ
  3. อุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศ และ อุตสาหกรรมเพื่อตลาดส่งออก
นโยบายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกำลังคน การเป็นเจ้าของกิจการ การสนับสนุนของรัฐบาล และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ยังคงเปิดและยืดหยุ่นสำหรับกิจกรรมทางอุตสาหกรรมทุกประเภท และยังคงใช้แนวทางในการจัดการที่เป็นไปได้ นโยบายเรื่องการเป็นเจ้าของกิจการ อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ถือหุ้นส่วนใหญ่ และถือหุ้นส่วนน้อย ตามแต่ประเภทของอุตสาหกรรมและสถานการณ์ มีเพียงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารแห่งชาติและใช้ทรัพยากรภายในประเทศที่ยังคงต้องมีผู้ถือหุ้นในประเทศ ส่วนอุตสาหกรรมสำหรับตลาดภายในประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารแห่งชาติและอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกที่ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100%

บรูไนให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ทุกพื้นที่ต้องปราศจากมลพิษและมีความสมดุลทางนิเวศน์ เนื่องจากรัฐบาลยึดหลักปรัชญาการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้น อุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทุกประเภทจะถูกห้าม และเกณฑ์ประการหนึ่งในการคัดเลือกอุตสาหกรรม คือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน


1. บรูไนดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam) : ดอกซิมปอร์

          ดอกไม้ประจำชาติบรูไน ก็คือ ดอกซิมปอร์ (Simpor) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดอกส้านชะวา (Dillenia) ดอกไม้ประจำท้องถิ่นบรูไน ที่มีกลีบขนาดใหญ่สีเหลือง หากบานเต็มที่แล้วกลีบดอกจะมีลักษณะคล้ายร่ม พบเห็นได้ตามแม่น้ำทั่วไปของบรูไน มีสรรพคุณช่วยรักษาบาดแผล หากใครแวะไปเยือนบรูไน จะพบเห็นได้จากธนบัตรใบละ 1 ดอลลาร์ ของประเทศบรูไน และในงานศิลปะพื้นเมืองอีกด้วย 
2. ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia) : ดอกลำดวน

          กัมพูชามีดอกไม้ประจำชาติเป็น ดอกลำดวน (Rumdul) ดอกไม้สีขาวปนเหลืองนวล กลีบดอกหนาทึบและแข็งเล็กน้อย มีกลิ่นหอมเย็นแบบกรุ่น ๆ ถูกจัดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งเพราะมีความหมายถึงความสดชื่นหอมกรุ่น และเป็นดอกไม้สำหรับสุภาพสตรี วิธีปลูกที่ถูกต้อง ต้องปลูกไว้ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวบ้าน ที่สำคัญต้องปลูกในวันพุธด้วยนะ 
3. สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia) : ดอกกล้วยไม้ราตรี

          ดอกไม้ประจำชาติอินโดนีเซีย คือ ดอกกล้วยไม้ราตรี (Moon Orchid) ซึ่งเป็นหนึ่งในดอกกล้วยไม้ที่บานอยู่ได้นานที่สุด โดยช่อดอกนั้นสามารถแตกกิ่งและอยู่ได้นาน 2-6 เดือน โดยดอกจะบานแค่ปีละ 2-3 ครั้งเท่านั้น ทั้งนี้ดอกกล้วยไม้ราตรีสามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศชื้น จึงพบเห็นได้ง่ายในพื้นที่ราบต่ำของประเทศอินโดนีเซีย 
4. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Lao People's Democratic Republic)  ดอกจำปาลาว

          ดอกไม้ประจำชาติประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างประเทศลาว คือ ดอกจำปาลาว (Dok Champa) คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ ดอกลีลาวดี หรือ ดอกลั่นทม โดยดอกจำปาลาวมักมีสีสันหลากหลาย ไม่เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นเพียงสีขาวเท่านั้น เช่น สีชมพู สีเหลือง สีแดง หรือสีโทนอ่อนต่าง ๆ โดยดอกจำปาลาวนั้นเป็นตัวแทนของความสุขและความจริงใจ จึงนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อประดับประดาในงานพิธีต่าง ๆ รวมทั้งใช้เป็นพวงมาลัยเพื่อรับแขกอีกด้วย 
5. ประเทศมาเลเซีย (Malaysia)  ดอกพู่ระหง

          สำหรับประเทศมาเลเซียนั้น มีดอกไม้ประจำชาติเป็น ดอกพู่ระหง (Bunga Raya) ในภาษาท้องถิ่นเรียกกันว่า บุหงารายอ หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ ดอกชบาสีแดง ลักษณะกลีบดอกเป็นสีแดง มีเกสรยื่นยาวออกมาเหนือดอก ซึ่งถูกจัดให้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศมาเลเซีย เพื่อเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นและความอดทนในชาติ โดยเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้สูงส่งและสง่างาม รวมทั้งยังสามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์และความงามได้อีกด้วย 
 6. สาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore) : ดอกกล้วยไม้แวนด้า

          ประเทศสิงคโปร์ มี ดอกกล้วยไม้แวนด้า (Vanda Miss Joaquim) เป็นดอกไม้ประจำชาติ โดยดอกกล้วยไม้แวนด้าตั้งชื่อตามผู้ผสมพันธุ์ คือ Miss Agnes Joaquim จัดเป็นดอกกล้วยไม้ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในประเทศสิงคโปร์ มีสีม่วงสดสวยงามและเบ่งบานอยู่ตลอดทั้งปี โดยถูกจัดให้เป็นดอกไม้ประจำชาติสิงคโปร์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981 (พ.ศ. 2524) 
7. ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand) : ดอกราชพฤกษ์

          ดอกไม้ประจำชาติไทยของเรา ก็คือ ดอกราชพฤกษ์ (Ratchaphruek) ที่มีสีเหลืองสวยสง่างาม เมื่อเบ่งบานแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่น ถือเป็นสัญลักษณ์ของความมีเกียรติยศศักดิ์ศรี ซึ่งชาวไทยหลายคนรู้จักกันดีในนามของ ดอกคูน โดยมีความเชื่อว่าสีเหลืองอร่ามของดอกราชพฤกษ์คือสีแห่งพระพุทธศาสนาและความรุ่งโรจน์ รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกด้วย โดยดอกราชพฤกษ์จะเบ่งบานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–พฤษภาคม มีจุดเด่นเวลาเบ่งบานคือการผลัดใบออกจนหมดต้น เหลือไว้เพียงแค่สีเหลืองอร่ามของดอกราชพฤกษ์เท่านั้น 
 8. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The Socialist Republic of Vietnam) : ดอกบัว

          ประเทศเวียดนาม มีดอกไม้ที่คนไทยคุ้นเคยอย่าง ดอกบัว (Lotus) เป็นดอกไม้ประจำชาติ โดยดอกบัวเป็นที่รู้จักกันในนาม “ดอกไม้แห่งรุ่งอรุณ” เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความผูกพัน และการมองโลกในแง่ดี ดอกบัวจึงมักถูกกล่าวถึงในบทกลอนและเพลงพื้นเมืองของชาวเวียดนามอยู่บ่อยครั้ง 
 9. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines) : ดอกพุดแก้ว

          ดอกไม้ประจำชาติฟิลิปปินส์ คือ ดอกพุดแก้ว (Sampaguita Jasmine) ดอกมีสีขาวกลีบดอกเป็นรูปดาว มีกลิ่นหอม บานส่งกลิ่นในตอนกลางคืน ถือเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ เรียบง่าย อ่อนน้อมถ่อมตน รวมถึงความเข้มแข็งอีกด้วย เคยถูกนำมาใช้เฉลิมฉลองในตำนานเรื่องเล่ารวมทั้งบทเพลงของฟิลิปปินส์ด้วยเช่นกัน 
10. สหภาพพม่า (Union of Myanmar) : ดอกประดู่

          ดอกไม้ประจำชาติของประเทศพม่า คือ ดอกประดู่ (Paduak) เป็นดอกไม้ที่พบมากในประเทศพม่า มีสีเหลืองทอง ผลิดอกและส่งกลิ่นหอมในฤดูฝนแรก ช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศพม่ามีการเฉลิมฉลองปีใหม่ขึ้น ชาวพม่าเชื่อว่าดอกประดู่คือสัญลักษณ์ของความแข็งแรง ความทนทาน และเป็นดอกไม้ที่ขาดไม่ได้ในพิธีทางศาสนาของชาวพม่าเลยล่ะ 

นี้ก็คือดอกไม้ประจำสหภาพอาเซียนทั้ง 10 ประเทศนะค่ะหลายดอกก็พอจะพบที่ประเทศไทยอยู่บาง  (ถ้าทำอะไรผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมานะที่นี้)